jump to navigation

โรงเรียนนักเตะเทวดา 10/28/2008

Posted by enci3l in ฟุตบอลมุมป้าน.
Tags: ,
trackback

ฟุตบอลมุมป้าน (คิกออฟ 29-31 ต.ค.51)

by ลูกแม่กิ่ง (lookmaeking@hotmail.com)

weblog : http://enci3l.wordpress.com

 

            หลังเผชิญกับความยากลำบากในการทำให้สภาพร่างกายกลับมาฟิตเข้าที่เข้าทางอีกครั้งหลังโดนอาการบาดเจ็บรุมเร้ามาตลอด ดูเหมือนในที่สุดอาร์เซนอลก็ได้โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ “คนเดิม” กลับมาอีกครั้ง

            การกระชากลากเลื้อยที่สวยและสง่า เท้าซ้ายที่ครอบครองบอลราวกับมีตะขอติดที่เท้า และจังหวะการสับไกยิงประตูที่เฉียบคมไม่ว่าจะน้ำหนักหรือทิศทาง

            สิ่งเหล่านี้อาจเป็นปริศนาสำหรับนักฟุตบอลดาวรุ่งว่าเหตุใดฟาน เพอร์ซี่ จึงมีเทคนิคในการเล่นกับบอลที่เด็ดขาดบาดใจขนาดนั้น โดยเฉพาะเด็กๆเมืองผู้ที่การฝึกฝนทักษะการเล่นนั้นน้อยกว่าการเสริมเรื่องพละกำลัง

            ใช่ - ส่วนหนึ่งมันเป็นเรื่องของ “พรสวรรค์”

            แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าส่วนใหญ่ของมันเกิดจาก “พรแสวง”

            และความจริงก็มีคนที่ค้นพบ “ศาสตร์” ที่จะผสมผสานระหว่างพรสวรรค์กับพรแสวงเข้าด้วยกันมานานแล้ว และได้นำศาสตร์นี้มาเพื่อฝึกสอนให้กับเด็กๆในฮอลแลนด์มาโดยตลอด

            ฟาน เพอร์ซี่ ก็เป็นหนึ่งในเด็กผู้โชคดีเหล่านั้น

            ไม่เท่านั้น รุ่นพี่อย่างเดนนิส เบิร์กแคมป์ ตำนานกองหน้ากันเนอร์สที่เป็นนักฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องว่ามีมันสมองที่ปราเปรื่องที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคก็ผ่านการอบรมที่ว่ามาเหมือนกัน

            กับการเฝ้าฝึกฝนตัวเองใน “กรง” โดยมี “นักเตะเทวดา” โยฮัน ครอยฟ์ เป็นครูใหญ่ที่คอยสอนสั่งอย่างใกล้ชิด

            มาทำความรู้จักกับโรงเรียนลูกหนังที่สอนนักเตะธรรมดาให้เป็นนักเตะเทวดากันครับ :)

           

 

 

1.

            แสงแดดไม่ได้แผดแรงจ้าเหมือนช่วงฤดูร้อน ใบไม้ใบหญ้าเคลื่อนไหวคล้ายเริงระบำตามจังหวะเพลงแห่งสายลมที่ขับกล่อมอย่างช้าๆ

            บรรยากาศคล้ายจะเหงา แต่ก็ไม่ใช่

            ภายในสถานที่แห่งหนึ่งนั้น เต็มไปด้วยกลุ่มของเด็กหนุ่มน้อยใหญ่พากันไล่แย่งบอลกับนักฟุตบอลที่แลดูเทคนิคดีคนหนึ่งที่แม้จะใช้แค่ขาซ้ายข้างเดียว แต่ก็ไม่มีใครจะมาแย่งบอลไปจากเขาได้

            เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะซ้ายข้างเดียวคนนั้นที่จริงแล้วคือโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ สตาร์ดังของทีมอาร์เซนอล ที่เป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของทีมกันเนอร์สและมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้พวกเขาทำผลงานเบียดลุ้นความสำเร็จในเวลานี้

            แต่อย่าได้คิดไปว่าที่พวกเขาไล่หวดลูกหนังอย่างสนุกสนานนั้นคือการเล่นบนสนามหญ้าสีเขียวชะอุ่ม

            เปล่า - ไม่ใช่

            ที่พวกเขาเล่นกันอยู่นั้นมันคือสวนเอลธอร์น ปาร์ค ในไอส์ลิงตัน ตอนในของลอนดอนตอนเหนือ ย่านที่เคยมี “ชื่อเสีย” ในเรื่องของยาเสพย์ติด คนติดเหล้า และขโมยขโจร

            ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้มันได้เปลี่ยนเป็นสนามแห่งความฝันสำหรับเด็กๆที่แทบไม่เคยคิดเลยว่าวันนี้พวกเขาจะได้เล่นฟุตบอลกับโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ตัวเป็นๆ

            สำหรับนักเตะที่ถูกแฟนบอลเรียกสั้นๆว่า RVP แล้ว สนามที่เล่นแม้จะไม่ใช่สนามหญ้าสีเขียวแต่กลับเป็นสนามที่ความจริงแล้วก็คือถนนธรรมดาๆนี่แหละไม่ได้วิเศษวิโสอะไร

            สนามแห่งนี้ทำให้ฟาน เพอร์ซี่ หวนคิดถึงวันคืนเก่าๆในวันที่เขายังไล่เตะลูกหนังอยู่ในร็อตเตอร์ดัม

            วันเวลาที่เขาต้องติดอยู่ใน “กรง”

            แต่คุกที่ว่านี้ไม่ใช่คุกจริงๆหรอก

            ความจริงแล้วมันคือโรงเรียนการสอนศิลปะลูกหนังที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกต่างหาก

 

2.

            เงินส่วนหนึ่งที่เป็นรายได้จากเกมเทสติโมเนียลแมตช์ของเดนนิส เบิร์กแคมป์ ได้ถูกส่งผ่านไปถึง “มูลนิธิครอยฟ์” และฝ่ายพัฒนาชุมชนของอาร์เซนอลที่จะช่วยในการสร้าง “ครอยฟ์ คอร์ท” ในสหราชอาณาจักร

            ครอยฟ์ คอร์ท หรือที่เรียกันชื่อเล่นๆว่า “กรง” นั้นจะเป็นรากฐานของความสวยงามในเกมลูกหนังอันยั่งยืนเหมือนในฮอลแลนด์ที่มีสิ่งก่อสร้างแบบเดียวกันนี้กว่า 80 แห่ง

            อันที่จริงที่เรียกกันว่ากรงนั้น ความจริงแล้วมันมาจากภาพของรั้วรอบนอกที่รายล้อมที่ดูแข็งกร้าว และสนามหญ้าเทียมที่ได้ผ่านการรับรองโดยฟาน เพอร์ซี่ ที่อาสาลงไปทดสอบเล่นด้วยตัวเอง

            เบิร์กแคมป์และฟาน เพอร์ซี่ อาจเปรียบเหมือนทายาทที่สืบทอดบทบาทและพรสวรรค์กันมาในทีมอาร์เซนอลก็จริง แต่ความจริงแล้วพวกเขาไม่อาจเทียบได้กับวีรบุรุษแห่งแดนกังหันลมที่เป็นตำนานตลอดกาลอย่างโยฮัน ครอยฟ์ ที่เป็นต้นแบบของนักฟุตบอลในฮอลแลนด์

            จากครอยฟ์สู่เบิร์กแคมป์ แล้วจึงมาถึงฟาน เพอร์ซี่ ในฐานะตัวแทนของนักฟุตบอลพรสวรรค์ต่างวันเวลา

            ครอยฟ์ในวันนียังคงดูยิ่งใหญ่และมี “บารมี” เปล่งประกายอยู่เสมอ มันเป็นรัศมีที่กลบสองดาวเตะรุ่นลูกและหลานให้อ่อนแรงและต้องยอมศิโรราบต่อนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่คนนี้

            แต่ถึงจะเกรงต่อบารมีของครอยฟ์ ฟาน เพอร์ซี่ ที่แม้จะอายุน้อยที่สุดก็ดูจะเข้าดีถึงความสำคัญและคุณค่าของครอยฟ์ คอร์ท

            “เวลาที่ผมเห็นลูกบอล ผมอยากจะลงไปเล่นทันทีกับเด็กๆ ไม่ว่าจะใครก็ตาม” ฟาน เพอร์ซี่ เริ่มต้นบทสนทนาวันนี้ด้วยสิ่งที่เขาเพิ่งจะทำมาหมาดๆเมื่อสักครู่

            “แต่โชคร้าย ผมคงจะไปเล่นตามท้องถนนไม่ได้อีกแล้วเพราะตอนนี้ผมเป็นนักเตอาชีพ เวลาที่เราอายุมากขึ้นเราก็ได้เงินมากขึ้น แต่ในใจของผมนั้นยังเหมือนเดิม ผมรักฟุตบอลเหมือนเดิม”

            “ผมได้เรียนรู้มาจากการเล่นข้างถนนมาตั้งแต่ 5 ขวบ ผมซ้อมทุกวันในสนามแบบนี้ที่อยู่ห่างจากบ้านแค่ 5 นาทีเท่านั้น ถ้าดูเท้าซ้ายของผม มันอาจจะดูดีมากเวลาเล่นแต่นั่นก็เป็นเพราะผมซ้อมวันละหลายๆชั่วโมงในกรงนี้ ตอนที่ผมอายุ 8 ขวบ มีคนนึงมาบอกกับผมว่า แกมันยิงได้ห่วยแตก….ผมรู้ ผมตอบไปแบบนั้นในตอนนั้น แต่หลังจากนั้นอีก 2 เดือนเขาได้กลับมาใหม่แล้วบอกว่า การวางเท้าของนายมันมหัศจรรย์ผมก็รู้อีกเหมือนกันเพราะผมซ้อมอยู่ที่นั่นทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าไปจนถึงช่วงเย็น ช่วงเวลาที่ผมจะซ้อมและซ้อมเท่านั้น”

            แต่กว่าที่ฟาน เพอร์ซี่ จะได้มีสถานที่ที่เรียกว่ากรงเอาไว้ฝึกฝนตัวเองแบบนี้นั้นมันไม่ง่ายเลย

            “กรง” นี้เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นและตั้งใจของครอยฟ์ ที่ต้องการจะลบล้างคำสาปของผู้คนที่เจ็บปวดกับน้ำหนักตัวที่เกินพิกัดและอาชญากรรมที่มีทุกหัวระแหง

            ชื่อเสียงโด่งดังและเงินทองมากมีที่หามาได้ ครอฟย์นำมาใช้กับโครงการแห่งความหวังของเขาทั้งหมดผ่านทางมูลนิธิของเขาเองที่ก่อตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่ดี

            “มันดูเหมือนกรงขังแต่พ่อแม่ของเด็กๆจะรู้ดีว่าที่นี่ปลอดภัย” ครอยฟ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “พวกเขารู้ว่าจะมีโค้ชจากอาร์เซนอลมาสอนฟุตบอลอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง อย่างที่โรบิน มาเล่นฟุตบอลกับเด็กๆที่นี่ไง มันวิเศษมาก”

            เบิร์กแคมป์ที่นั่งเงียบอยู่นานก็ได้กล่าวสนับสนุนขึ้นว่า “กรงนี้คือถนนสายใหม่” ก่อนจะแสดงความเห็นที่สอดคล้องกับความเห็นของครอยฟ์ที่บอกว่าฟุตบอลสมัยนี้นั้นเรื่องเทคนิคเฉพาะตัวมันถดถอยไปมาก

            “ผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน” ก่อนที่ไอซ์เบิร์กจะชี้ไปที่สนาม “เราเล่นกันบนหิน ถ้าล้มเราก็เจ็บแน่ ดังนั้นเราต้องมีสมดุลร่างกายที่ดี สัมผัสบอลแรกต้องถูกต้องเพราะไม่เช่นนั้นบอลก็จะกระดอนไปไกล”

 

3.

            “ถนนนี้จะสอนเรา” ครอยฟ์ พูดถึงโรงเรียนลูกหนังขนาดย่อมของเขาที่ตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกในอังกฤษโดยได้ทุนจากเดนนิส เบิร์กแคมป์ ตำนานรุ่นน้องที่มาโด่งดังกับอาร์เซนอล

            “เมสซี่ก็เติบโตมากับการเล่นแบบนี้”

            เมื่อพูดถึงนักฟุตบอลที่มีเทคนิคการเล่นโดยเฉพาะการเลี้ยงบอลที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลกเหนือกว่าคริสติอาโน่ โรนัลโด้หรือโรบินโญ่ เพราะสามารถทะลุทะลวงได้มากกว่า เบิร์กแคมป์ ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความเห็นถึง “มาราโดน่าน้อย” ด้วยทันที

            “เมสซี่ สอนตัวเองก่อนที่โค้ชจะมาบอกให้เขามาเลี้ยงบอลผ่านทุ่น ให้ทำไอ้โน่น หรือทำไอ้นี่”

            ไอซ์เบิร์ก พยายามอธิบายว่าสัญชาติญาณในการเล่นนั้นมันคือคำตอบของการเล่นชั้นสูง

            และเพราะสัญชาติญาณล้วนๆนี่เองที่เป็นคำตอบว่าทำไมเขาถึงสามารถ “เต้นระบำ” หลบนิคอส ดาบิซาส เข้าไปเลือกยิงผ่านเชย์ กิฟเว่น ซึ่งกลายเป็นประตูที่สวยที่สุดลูกหนึ่งในโลกฟุตบอลได้ (อยากเห็นลูกนี้ลองเปิดที่ http://www.youtube.com/watch?v=abOvv2feEcs นะครับ)

            “ตอนที่ผมยิงลูกนั้น มันมาจากความรู้สึกล้วนๆ โดยที่ไม่มีใครจะมาสอนได้”

            สำหรับนักเตะอังกฤษในปัจจุบันนั้น ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครที่มีสัญชาติญาณในการเล่นแบบเดียวกันนี้

            อย่างน้อยก็มีสองความภูมิใจแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ อย่างสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด และเวย์น รูนี่ย์ ที่ได้รับคำชมอย่างมากจากเบิร์กแคมป์

            “ผมชอบรูนี่ย์” ตำนานกันเนอร์สชมไอ้หมูอันตราย “เขามีหมดไม่ว่าจะเป็น จังหวะ เวลา การยิงประตู การควบคุมบอล และรู้ด้วยว่าผู้รักษาประตูอยู่ตำแหน่งไหนเพราะเขาจะดูก่อนที่จะครองบอล เขาจะชิพบอลเข้าประตูไปโดยที่เมื่อเรากลับมาดูภาพช้าแล้ว คอมเมนเตเตอตร์จะอุทานกันลั่นว่า เขาไม่ได้เงยหน้ามองประตูด้วยซ้ำไปแต่ความจริงแล้วเขาเงยหน้าดูก่อนแล้ว! ก่อนหน้านั้นอีก!

            ครอยฟ์ กล่าวเสริมสั้นๆว่า “มันคือสิ่งที่ดี เป็นการผสมผสานระหว่างการควบคุมบอลกับสายตา”

            “เจอร์ราร์ดก็มีเหมือนกัน” เบิร์กแคมป์ รีบกล่าวต่อทันที “ตัวอย่างเช่น การจะครอสบอลให้ร็อบบี้ คีน เจอร์ราร์ด จะมองการเคลื่อนที่ของคีนก่อนแล้วจะรู้ทันทีว่าควรจะเตะบอลไปที่ไหน

            ก่อนที่ครอยฟ์จะชี้ให้เห็นถึงสายเลือดของกลุ่มนักเตะที่มี “ปฏิภาณ” ในการเล่น “ที่บาร์เซโลน่า ผมได้เห็นเมสซี่, โบยาน, อิเนียสต้า และเซร์กี้ บุสเกตส์ ที่เล่นได้น่าอัศจรรย์ใจมาก”

            “ส่วนในพรีเมียร์ลีกก็จะมีนักเตะอย่างธีโอ วัลคอตต์และโรบิน ฟาน เพอร์ซี่”

            ตำนานนักเตะเทวดาหันไปมองนักเตะรุ่นหลานด้วยสายตาที่ชื่นชม

 

4.

            ในขณะที่เบิร์กแคมป์ และครอยฟ์ แสดงความเห็นตรงกันว่าฟุตบอลสมัยนี้มันด้อยไปในเรื่องของเทคนิคในการเล่น เพราะทุกคนมัวแต่ไปเน้นหนักในเรื่องของพละกำลังและแท็คติกส์มากกว่า

            คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นสำหรับคนที่เคยอยู่ในยุคที่ฟุตบอลคือการดวลกันในเชิงเทคนิค กับคนที่เคยอยู่ในทีมที่เป็นหนึ่งในสุดยอดทีมของประวัติศาสตร์โลกมาก่อน

            สำหรับครอยฟ์ เขายังเชื่อว่าระบบ “โททัลฟุตบอล” ที่เคยเกรียงไกรนั้นยังพอจะมี “ที่ทาง” เหลือจริงหรือสำหรับเกมฟุตบอลในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้?

            “ได้สิ! ทำไมจะเป็นไปไม่ได้? ในเมื่อมันก็เป็นการเล่น 11 ต่อ 11 สนามก็ขนาดเท่าเดิม สื่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดนั่นคือการที่คนมัวไปสนใจกับเรื่องของพละกำลังและหลงลืมด้านเทคนิคไป”

            “แน่นอนว่าชัยชนะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าการจะเล่นให้สนุกด้วยนั้นมันสำคัญยิ่งกว่า มันไม่เหมือนกับนักเตะอิตาเลียนเมื่อซัก 30 ปีก่อนที่เอาแต่อุดแล้วก็มาบอกว่า เราต้องชนะโดยไม่สนใจวิธีการเพราะคิดว่ามันไม่สำคัญ แต่ความจริงแล้วมันคือเรื่องที่สำคัญที่สุด”

            ฟาน เพอร์ซี่ ที่ปัจจุบันได้เล่นในทีมของอาร์แซน เวนเกอร์ ที่สร้างฟุตบอลเกมรุกที่สวยสดงดงามที่สุดในวงการฟุตบอลอังกฤษและได้รับการยอมรับอย่างมากเห็นด้วยกับคำกล่าวของนักเตะระดับตำนานอย่างครอยฟ์

            “ผมเคารพในสโมสรที่ต้องการจะชนะด้วยความแข็งแกร่ง แต่ผมมีความสุขมากที่ได้เล่นในแนวทางนี้”

            แต่ฟาน เพอร์ซี่ ก็ยอมรับว่าปัจจุบันสโมสรคู่แข่งนั้นพยายามใช้เกมหนักเข้าเล่นงานอาร์เซนอลมากขึ้น โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีก

            “ในยุโรปเราพอจะมีพื้นที่บ้าง เราสามารถจะพลิกเล่นบอลได้โดยไม่โดนหวดร่วงไปก่อน แต่ถ้าเล่นในเกมดาร์บี้แมตช์กับเวสต์แฮม มันจะแตกต่างกันอย่างมาก ในพรีเมียร์ลีกมันเน้นพละกำลังมาก ตอนที่ผมมาที่นี่ครั้งแรก ผมถึงกับช็อกว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่นี่? ผมอยากจะเล่นตามความคิดและสไตล์ของผม แต่ผมก็ต้องปรับตัว เราต้องพร้อมสำหรับเกมปะทะแบบนี้ไม่งั้นเราก็ตาย”

            สิ่งที่ฟาน เพอร์ซี่ พบเจอนั้นมันคือสิ่งที่เบิร์กแคมป์ประสบมาก่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่ภูผาน้ำแข็งจะยิ้มออกเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า

            “ถ้าเราไม่มีพละกำลังและเอาชนะในการต่อสู้ไม่ได้ เราก็ต้องหาทางออกอื่นๆ ทางที่ดีกว่า เช่น จับบอลจังหวะแรกให้ดีขึ้น จ่ายบอลให้เร็วขึ้น ครอสบอลให้ดีขึ้น จบสกอร์ให้คมขึ้น ที่อาร์เซนอลมีในเรื่องนี้ แนวทางการเล่นของพวกเขามันมหัศจรรย์มาก พวกเขาแค่ต้องเสริมความแข็งแกร่งเข้าไป ต้องเฉียบขาดให้มากกว่านี้ในจังหวะจบสกอร์ และปิดเกมให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่เล่นกันได้แย่”

 

 

 

5.

            อาจมีจำนวนไม่น้อยในประตูที่ฟาน เพอร์ซี่ทำได้ที่เข้าขั้นเป็นประตูที่สวยชนิดส่งเข้าประกวดได้

            แต่น้อยคนจะรู้ว่าที่จริงแล้วนักเตะพรสวรรค์คนล่าสุดของวงการฟุตบอลฮอลแลนด์กลับมองว่ามันมีสิ่งอื่นที่สำคัญเหนือกว่า และมันก็เกิดจากการสั่งสอนของอาร์แซน เวนเกอร์ ปราชญ์ลูกหนังที่เป็นผู้สั่งสอนศาสตร์นี้ให้

            “ผมคิดว่ามันก็เป็นภาพที่สวยงามในเวลาที่ผมได้บอลและสามารถจะยิงเองได้ แต่ผมเลือกจะส่งให้เพื่อนทำประตูแทน ซึ่งผมไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้ในทีมอื่นบ่อยนัก”

            “ผมเห็นนกองหน้าส่วนใหญ่เล่นแบบเห็นแก่ตัว พวกเขาต้องการทำประตู พวกเขาอยากย้ายทีม พวกเขาต้องการเงินมากขึ้น แต่ฟุตบอลมันไม่ได้มีแต่เรื่องแบบนั้น ฟุตบลอคือกีฬาประเภททีม”

            สำหรับฟาน เพอร์ซี่แล้ว ความสำคัญของเอมิล เฮสกีย์ ที่ทำทางให้เวย์น รูนี่ย์ ทำประตูได้ในเกมกับเบลารุสคือภาพที่สวยงาม

            “มันนำไปสู่การเกิดของนักเตะดาวดัง หนังสือพิมพ์ก็จะมัวตามแต่คนที่ทำประตู แต่ว่าความจริงแล้วมันยังมีอีกคนที่ผ่านบอลให้ด้วย ผมเลยชอบนักเตะอย่างอเล็กซานเดอร์ คเล็บที่ไปอยู่กับบาร์เซโลน่าแล้ว รวมถึงคุณด้วยเดนนิส” ฟาน เพอร์ซี่ หยอดถึงรุ่นพี่ที่เคยเล่นร่วมกันมาในระยะเวลาสั้นๆ

            การเปิดใจครั้งนี้อาจเป็นคำตอบว่าทำไมอาร์เซนอล ถึงชอบที่จะต่อบอลกันไปเรื่อยๆจนแฟนบอลอึดอัดว่านักเตะกันเนอร์สต้องเลี้ยงเข้าประตูเท่านั้นจึงจะสะใจ

            แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ และมันมีกรณีตัวอย่างที่ดีมากที่เคยเกิดขึ้น

            ในฟุตบอลโลก 2006 ในเกมระหว่างอาร์เจนติน่ากับเซอร์เบีย ทีม “เบียงคิเชเลสเต้” สามารถทำประตูได้ชนิดที่ทำเอาแฟนบอลที่ไม่ว่าจะอยู่ในสนามหรือนั่งชมอยู่หน้าจอทั่วโลกต้องปรบมือโห่ร้องกันดังสนั่นหลังจากที่พวกอาร์เจนไตน์ ต่อบอลทำชิ่งกันถึง 24 จังหวะ ก่อนที่จะจบลงด้วยการทำประตูของเอสเตบัน กัมบิอาสโซ่

            “เราอยู่ร่วมกลุ่มกัน และทุกคนก็ปรบมือกันสนั่น! ประตูอะไรกันเนี่ย!

            “ผมเองเคยยิงประตูด้วยการวอลเล่ย์แบบมหัศจรรย์เข้าไปในเกมกับชาร์ลตันเมื่อ 2 ปีก่อน และถ้าผมต้องเลือกระหว่างประตูของกัมบิอาสโซ่กับของผมแล้ว ผมเลือกของกัมบิอาสโซ่มากกว่า เพราะว่ามันเป็นประตูที่ทั้งทีมมีส่วนด้วย มันงดงามมาก”

            เบิร์กแคมป์เห็นด้วยในเรื่องนี้ “มันเป็นเรื่องทีดีกว่าในการที่จะมี 3-4 คนที่มีส่วนด้วยไม่ใช่แค่การวอลเล่ย์ครั้งเดียวแล้วเป็ฯประตูมหัศจรรย์ ถ้ามาร์โก ฟาน บาสเท่น ยิงประตูนั้น (ลูกวอลเล่ย์ใบไม้ร่วงในนัดชิงยูโร 1988) อาจจะมีคนอีก 5 คนที่คิดว่ามันเป็นประตูที่มหัศจรรย์ แต่อีก 5 คนอาจจะเซ็งว่า โอเค เขายิงได้ก็จริงแต่เขาน่าจะเปิดบอลมากกว่าในขณะที่ถ้าทุกคนมีส่วนด้วยกันแล้ว ทุกคนก็จะพูดว่า…

            “มันเป็นประตูของพวกเรา” ฟาน เพอร์ซี่ พูดแทรกขึ้นมาก่อนที่ทั้งสองจะหันหน้ามาสบตาและแลกรอยยิ้มกัน

            ถ้าอย่างนั้นแล้วมาราโดน่าล่ะ?

            นี่คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนอย่างยื่งในการที่คนคนเดียวสามารถพลิกสถานการณ์ให้ทีมได้ตลอด หรือแม้กระทั่งคว้าแชมป์โลกก็ทำมาแล้วนะ

            เบิร์กแคมป์ ตอบสวนขึ้นมาทันทีว่า “ความจริงแล้วนักเตะอาร์เจนคนอื่นๆก็อยู่ในระดับที่โอเค แต่ทุกคนคิดว่าถ้าฝากบอลไว้ที่มาราโดน่า เขาจะทำให้ทีมเป็นแชมป์”

            “แต่มาราโดน่าก็ผ่านบอลให้เพื่อนเยอะนะ” ฟาน เพอร์ซี่ แทรกอีกครั้งก่อนจะสรุปว่า “เขายังเป็นคนจ่ายให้เพื่อนยิงประตูสุดท้ายในฟุตบอลโลก 1986 เลย (ฆอร์เก้ บูร์รุชาก้า เป็นผู้ทำประตู)

 

6.

            การสนทนาผ่านมายาวนานพอสมควร เด็กๆที่ลงเล่นอยู่ใน “กรง” ก็ต่างทยอยกันออกไปจวนหมดแล้ว

            เวลาของเราเหลือน้อยเต็มทีในการแลกเปลี่ยนกับสุดยอดพรสวรรค์แห่งยุคทั้ง 3 คนนี้

            ในฐานะน้องเล็กที่ยังโลดแล่นอยู่เพียงลำพังในสนาม ฟาน เพอร์ซี่ โดนยิงคำถามชุดปิดท้ายว่าพรสวรรค์ที่แท้จริงและอารมณ์ศิลปินที่มีในตัวนั้นเกิดจากครอบครัวที่เป็นศิลปินกันหมดบ้านหรือไม่?

            ไม่บอกก็อาจจะไม่รู้ว่าพ่อของฟาน เพอร์ซี่ เป็นประติมากรฝีมือดี ขณะที่แม่ก็เป็นจิตกรคนหนึ่ง

            พันธุกรรมนี้อาจส่งต่อมาถึงการเล่นฟุตบอลได้?

            แต่ฟาน เพอร์ซี่ ส่ายหัวก่อนจะตอบปฏิเสธว่า “ผมไม่เชื่อว่ามันจะมีอะไรเชื่อมโยงกันระหว่างพื้นเพความเป็นศิลปินของผมกับการเล่นฟุตบอลของผม”

            “ตอนเด็กๆ ผมยังหัวเราะเยาะพ่อกับแม่ตลอด พวกเขาเอาแต่มองหามุมที่สวยงามของต้นไม้ ส่วนผมมันก็เป็นแค่ต้นไม้ตนนึง พวกเขานั่นแหละที่มีจินตนาการมากเกินไป”

            อย่างไรก็ดี ฟาน เพอร์ซี่ ยอมรับว่าฟุตบอลก็คือเรื่องของศิลปะเหมือนกัน

            “ผมชอบที่จะเล่นอย่างสร้างสรรค์ ผมคิดว่าฟุตบอลมันก็คือศิลปะถ้าเราเล่นอย่างสวยงาม”

            คุณพ่อของฟาน เพอร์ซี่ ตอนนี้มีงานอดิเรกใหม่ก็คือการทำภาพตัดปะ “เขาเอาหนังสือโปรแกรมของอาร์เซนอลมาแล้วก็เอามาตัดปะเป็นรูปกองเชียร์” ฟาน เพอร์ซี่กล่าวต่อว่า “เขาได้ไอเดียนี้มาจากตอนที่ไปนั่งดูผมในสนาม เขาคิดว่าแฟนๆคือวิวที่วิเศษ”

            “แต่ภาพตัดปะมันเป็นผลงานส่วนตัว แต่ฟุตบอลมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว”

            เบิร์กแคมป์เล่าต่อว่า “พ่อของเขาทำเลข 1 กับเลข 0 ให้ผม และมันเป็นอะไรที่พิเศษมาก

            “ใช่ มันสวยมาก” ฟาน เพอร์ซี่ แซวรุ่นพี่ที่เป็นตำนานหมายเลข 10 ตัวจริงของชาวกันเนอร์ส

            ครอยฟ์ ที่นั่งฟังมานานด้วยสีหน้าสุขุม ส่งยิ้มให้กับรุ่นลูกและหลานทั้งสอง มือสองข้างตบไปที่ไหล่ของทั้งสองเบาๆ

            ก่อนที่จะลุกไปดูเด็กๆที่อยู่ใน “กรง” ที่ยังไม่ยอมกลับบ้านเพราะยังคงเล่นสนุกกับการวิ่งไล่เตะฟุตบอลอยู่ ..

 

 

Comments»

1. popera - 10/30/2008

ตามมาอ่านครับ ถึงจะแอดจาก Exteen ไม่ได้ ก็เถอะ ผม Bookmark ไว้ละ 5555+

ช่วงนี้เพอร์ซี่กำลังเล่นให้ผมรักจริงๆ ฟรีคิกนัดก่อนมันสะเทือนใจพอๆ กับเสียงเสาที่สะเทือนเลยครับ

ปล.เมื่อคืน เซ็งมากกกกกกกกก 4-4 ยิงกันไปได้